วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โปรโมทเว็บ

คงไม่มีใครสามารถ ปฏิเสธได้ว่าหัวใจของการทำเว็บไซต์ให้ดังนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่การเพิ่มลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่นๆ หรือการให้เว็บไซต์อื่นทำลิงค์มาให้เรานั่นเอง ที่ผ่านมาหลายคนใช้การแลกลิงค์เพื่อนบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแลกลิงค์เพื่อนบ้านไม่ทำให้เว็บเรามีคะแนน SEO ที่สูงขึ้นแต่อย่างใด เว้นเสียแต่การแลกลิงค์กับเว็บคุณภาพจริงๆเท่านั้น การทำให้คะแนน SEO สูงเพื่ออะไร หลายคนคงกำลังสงสัย คะแนน SEO นี้มีไว้เพื่อทำให้เว็บของเรามีโอกาสถูกค้นหาพบในเครื่องมือค้นหาต่างๆ อาทิเช่น Google ซึ่งทาง Google เองก็ใช้แนวคิดส่วนหนึ่งในการจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของตน นั่นก็คือเว็บที่มีลิงค์เชื่อมเข้ามาหาเยอะ เว็บนั้นถือว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ


ประโยชน์ของการแลกลิงค์

  • ได้คนเข้าชมจากเว็บไซต์ที่เราไปแลกลิงค์
  • ได้คะแนนแบล็คลิงค์สำหรับใช้ในการปรับอันดับการค้นหาของ search engine ตัวอย่างเช่น Google, Bing, Yahoo และอีกมากมาย
  • ช่วยให้เว็บของเรามี PR ที่สูงขึ้น
  • ช่วยทำให้เว็บของเรามี TrustRanks ที่มากขึ้น
  • ทำให้อันดับใน alexa สูงขึ้นอันเนื่องมาจากคนเข้าชมที่มากขึ้น 

รับแลกลิงค์ แลกลิงค์ฟรี โปรโมทเว็บ

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การ Search Engine Optimization

การ Search Engine Optimization

SEO: Search Engine Optimization เป็น ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ ในการสร้าง, ปรับปรุงการแสดงผล ของเว็บไซต์หรือหน้าเว็บโดยการใช้ เทคนิคการ สร้างสรรค์ ในลักษณะที่ ส่งผลให้ อัตราการเข้าชม การจัดอันดับ 'n' หน้าเว็บของคุณ สูงสำหรับ คำค้นหา ที่เกี่ยวข้อง ในเครื่องมือค้นหา ผ่านทาง" ธรรมชาติ " หรือ ยกเลิกการ ชำระเงิน ("organic" or "algorithmic") ผลการค้นหา

ระหว่าง 85 % ถึง 90 % ของการ เข้าชมเว็บไซต์ มาจากเครื่องมือค้นหาและไดเรกทอรี แต่ เพียงเพราะ เว็บไซต์ของคุณ จะปรากฏอยู่ใน เครื่องมือค้นหาจะไม่ ได้หมายความว่า ลูกค้าของคุณ สามารถค้นหาได้ แต่เพียง "การเพิ่มประสิทธิภาพ เครื่องมือค้นหา และการวางตำแหน่ง " กลยุทธ์ที่ ถูกออกแบบมาเพื่อ ให้ เครื่องยนต์สิ่งที่พวกเขา ต้องการและความจำเป็น ในการที่จะ พบเว็บไซต์ของคุณ แก่ผู้เข้าแข่งขัน และเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ หมวดหมู่ของคุณ ของคุณ

SEO คือการปฏิบัติ งาน ของการเพิ่มประสิทธิภาพ เว็บไซต์โดยการปรับปรุง ด้าน ภายในและภายนอก เพื่อเพิ่ม อัตราการเข้าชมเว็บไซต์ที่ ได้รับ จากเครื่องมือค้นหา บริษัท ที่ ปฏิบัติ SEO สามารถ แตกต่างกันไป บางคนมีการมุ่งเน้น ความเชี่ยวชาญสูง ในขณะที่ คนอื่น ๆ ใช้วิธีการ มากขึ้น ในวงกว้างและ ทั่วไป การเพิ่มประสิทธิภาพ เว็บไซต์สำหรับเครื่องมือค้นหา จะต้อง มองไปที่ องค์ประกอบ ที่ไม่ซ้ำกัน จำนวนมากเพื่อให้ ผู้ปฏิบัติงาน จำนวนมาก ของ SEO ( SEOs ) คิดว่าตัวเอง จะอยู่ใน สนาม กว้างของ การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์

ส่วนใหญ่ของ การเข้าชมเว็บเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ในเชิงพาณิชย์ เครื่องมือค้นหา - Google , Bing และ Yahoo! หากเว็บไซต์ของคุณ ไม่สามารถพบได้ โดยเครื่องมือค้นหา หรือเนื้อหา ของคุณไม่สามารถ ใส่ลงไปใน ฐานข้อมูล ของพวกเขาคุณ พลาด โอกาส อย่างไม่น่าเชื่อ ที่มีอยู่ ไปยังเว็บไซต์ที่ ให้ผ่านทาง ค้นหา - ผู้ที่ต้องการ สิ่งที่คุณได้ เข้ามาเยี่ยมชม เว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ของคุณ ให้ บริการ เนื้อหา ผลิตภัณฑ์หรือ ข้อมูล เครื่องมือค้นหา เป็นวิธีที่ หลักของ นำทางสำหรับ เกือบทุก ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

เครื่องมือค้นหา มักจะทำงาน ต่อการปรับปรุง เทคโนโลยีของพวกเขา ในการรวบรวมข้อมูล เว็บอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง มากขึ้น ให้กับผู้ใช้ แต่มี และจะเป็น ข้อ จำกัด เกี่ยวกับ วิธีการค้นหา สามารถทำงานได้ ในขณะที่ การเคลื่อนไหว ที่เหมาะสมสามารถ สุทธิคุณ พันของ ผู้เข้าชมและ ให้ความสนใจการเคลื่อนไหว ที่ไม่ถูกต้อง สามารถซ่อนหรือ ฝัง ลึก ในเว็บไซต์ของคุณ ในผลการค้นหา ที่ ชัดเจน ที่สุดก็คือ นอกจากนี้ จะทำให้ เนื้อหา ที่มีให้ เครื่องมือค้นหา SEO ยังสามารถช่วย เพิ่มการจัดอันดับ เพื่อให้ เนื้อหาที่ ได้รับพบว่า จะถูกวางไว้ ที่ ผู้ค้นหา มากขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเห็นมัน สภาพแวดล้อม ออนไลน์ที่ กำลังเป็นที่ แข่งขันมากขึ้น และ บริษัท ผู้ ดำเนินการ SEO จะ มีข้อได้เปรียบ ในการ ตัดสินใจ ของผู้เข้าชม และลูกค้า

บทความ แนะนำ เทคนิค ทำเว็บไซต์  http://www.bankun.in/article

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องทำ SEO

ทำไมต้องทำ SEO ? 

SEO เป็นเหมือนช่องทางหนึ่งสำหรับการทำธุรกิจ ยิ่งธุรกิจที่ต้องการนำเสนอสินค้าหรือบริการ ยิ่งสินค้าและบริการนั้น ได้ผ่านสายตา ผู้เยี่ยมชมมากเท่าไหร่ โอกาศที่จะได้รับผลตอบแทนจากการขายสินค้หรือบริการก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ในมุมมองของนักทำ SEO การที่จะมีเว็บไซต์ที่สวยหรู่ แต่ถ้าหากเว็บไซต์ไม่ได้รับความนิยม หรือไม่ติดหน้าแรก ๆ ของ Search Engine อันเนื่องจากขาดความเข้าหลักการ SEO ที่ถูกต้อง หรือไม่ได้ทำ SEO เลย ก็อาจจะส่งผลให้ธุรกิจนั้น ๆ ไม่สามารถยืนหยัดและอยู่ได้ เพราะไม่มีคนรู้จัก Search ไปก็ไม่เจอ หรืออยู่อันดับท้าย ๆ ซึ่งถูกมองข้ามจากผู้คน ส่งผลยอดขายหรือผู้ใช้บริการน้อย ธุรกิจมีรายได้น้อยก็เจ้งในที่สุด เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า การเขียนโปรแกรมหรือทำเว็บไซต์ สวยงามหรู่เพียงใด แต่ถ้าหากขาดการเข้าใจหลักการของ SEO หรือ Internet Maketing ที่ถูกต้อง เว็บไซต์นั้น ๆ ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อันเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งอื่น ๆ ที่สามารถทำ SEO แล้วเว็บไซต์อยู่ในดำดับต้น ๆ ได้ 
สำหรับการพื้นฐานการทำ SEO ที่ถูกต้อง ผมจะขอธิบายตามความเข้าใจและความรู้ของผมเอง ไม่ได้ไปเรียนรู้มาจากไหน แต่อาศัยประสบการณ์ รวมทั้งการอ่านและศึกษาจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ขอแยกรายละเอียดตามหัวข้อย่อย ๆ เพื่อความเข้าใจ (และถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) 

SEO กับ แนวทางการเขียนโปรแกรม 

1. Domain ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 
การเลือกชื่อโดเมนที่สอดคล้องกับเว็บไซต์ โดยให้มี Keyword อยู่ในโดเมนด้วย เช่น ทำเว็บเกี่ยวกับจัดทัวร์ไป Hongkong ก็อาจจะใช้ TourHongkong.com ซึ่งมี keyword ว่า Hongkong และ Keyword ที่สอดคล้อง เช่น Tour และชื่อโดเมนไม่ควรยาว จนถุกต้องว่า Spam ชื่อโดเมน เช่น ThailandPackageTourTravelHongkong.com (แบบนี้ก็ยาวเกินไป จนเกินความจำเป็น) 

2. Title นั้นสำคัญไม่แพ้ใคร 
หลาย ๆ ครั้งจะเห็นว่าบางเว็บไซต์ใช้ Title ของเว็บไซต์ที่ซ้ำ ๆ กันหรือเหมือนกันทั้งเว็บ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสียอย่างมากที่สุดอย่างหนึ่งของการทำเว็บไซต์ที่คำนำถึงหลัก SEO เลยก็ว่าได้ ฉะนั้น Title ที่ดีควรจะสอดคล้องกับเนื้อหา และมี Keyboard อยู่ในองค์ประกอบด้วย 

3. Tags Description ของ meta name="description" 
Meta Description เป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่งของการทำ Search Engine เหมือนกัน คือจะเป็นการอธิบายให้กับทาง Search Engine ได้ทราบรายละเอียดสั้น ๆ เกี่ยวกับบทความ ควมทั้งจะแสดงข้อความสั้น ๆ ในหน้าค้นหาด้วย 
อันนี้ก็ควรใส่ให้พอดี ไม่ควรใช้คำซ้ำ ๆ เพราะไม่มีประโยชน์ และอาจจะถุกมองว่าเป็น Spam เช่นเดียวกัน 

4. Tags Keyword ของ meta name="keyword" 
บางเว็บไซต์ใส่ Keyword เป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันผมคิดว่า ไม่มีประโยชน์และไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะ Search Engine ไม่ให้ความสนใจ และถ้าใส่อาจเยอะก็อาจจะถูกมองว่าเป็น Spam เช่นเดียวกัน 

5. URL บ่งบอกวัตถุประสงค์ 
URL นี้ก็สำคัญพอ ๆ กับ Title และ Domain เพราะ URL นั้นเมื่อ bot มาเก็บเนื้อหา bot สามารถอ่านและแปลความหมายของ URL ได้เช่นเดียวกัน พวก URL ที่เป็นค่า $_GET หรือ QueryString ทั้งหลายไม่ควรใช้ เช่น 
อันนี้ไม่ควรใช้ แต่ควรใช้ URL แบบ mod_rewrite ด้วย Keyword (สามารถค้นหาวิธีการใช้ mod_rewrite ได้จากข้างบนขวามือ) และการใช้ URL ควรมีความสัมพันธ์กับ Title เช่นเดียวกัน เช่น 

Mod Rewrite (mod_rewrite) ด้วย Apache สร้าง URL Friendly รองรับ SEO ด้วย (.htaccess) 

6. เน้นคำและ Keyword ด้วย <strong> นั้นก็มีประโยชน์ 
สำหรับตัวนี้จะใช้เน้น Keyword ในบทความ เพื่อให้ความสำคัญกับบทความนี้ว่าเกียวข้องกับอะไร และก็เช่นเดียวกัน ไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป 

7. การเรียบเรียงองค์ประกอบของบทความให้สมบูรณ์ ให้อ่านง่าย และน่าสนใจ 
ตัวนี้เป็นจุดสำคัญอย่างมากในการเขียนบทความ ซึ่งผมเองก็ไม่กล้าฟันธงว่าแบบไหนคือการเขียนบทความที่ดี แต่พื้นฐานที่เราสามารถเข้าใจได้ง่ายคือ บทความที่ดีควรมี Title ชื่อเรื่องที่ดี น่าสนใจ การมีคำนำ ที่น่าสนใจ ภาพประกอบ และสรุปรายละเอียดของบทความ รวมทั้งอาจจะมีข้อแนะนำหรือข้อเสนอแนะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป้นการสร้างความประทับใจให้กับผู้เยี่ยมชม ในการที่จะติดตาม หรือกลับมาอ่านบทความอื่น ๆ ของเว็บไซต์ได้ 

8. Related Link หรือลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง 
เมื่อเขียนบทบทความเสร็จ ถ้ามีบทความที่เกี่ยวข้อง ควรใส่เป็น Related Link เพื่อผู้อ่านอาจจะสนใจติดตามไปยังบทความนั้น ๆ และยังมีผลดีต่อ SEO ด้วย เพราะ bot จะไต่ไปตามลิ้งค์เหล่านั้นด้วย และการเพิ่ม Related Link ไม่ควรมีมากจนเกินไป (2-5 กำลังพอดี) และควร Related Link หาเว็บตัวเอง ไม่ควร Related Link ออกไปลิ้งค์ภายนอก หรือมีควรใช้ attribute ว่า rel="nofollow" เช่น 

<a href="http://www.hongkongdisneyland.com" rel="nofollow">Hong Kong Disneyland Web Site 

ตัวอย่างการ Related Link ไปเว็บภายนอกควรใส่ rel="nofollow" เข้าไปด้วย 

9. อย่าให้ลิ้งค์ออกมากเกินไป 
ตามที่ได้บอกไว้ในข้อก่อนนี้ ในหน้าของบทความนั้น ๆ ไม่ควรมีลิ้งค์ออกมากจนเกินไป และถ้าเป็นเว็บภายนอกก็ให้ใช้ rel="nofollow" 

10. การได้ Backlink ที่เกี่ยวข้อง 
สำหรับ Backlink นี่คือปัจจัยหลักที่จะทำให้เว็บไซต์อันดับดี ซึ่งจะสอดคล้องกับ บทความที่ดี เพราะถ้าบทความดี เมื่อผู้เยี่ยมชมเกิดความประทับใจ ก็จะทำการลิ้งค์กลับมายังเนื้อหานั้น ๆ ทำให้ได้ Backlink ที่เป็นธรรมชาติ ช่วยให้ SEO ของหน้านั้น ๆ สูงไปด้วย แต่ถ้าต้องการได้ Backlink อันรวดเร็วหรือจากเว็บที่มี PR สูงก็สามารถทำการฝากลิ้งค์หรือซื้อลิ้งค์กับเว็บไซต์อื่น ๆ แต่เว็บไซต์นั้นควรจะเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา และไม่ควรทำ Backlink จนเยอะเกินไป เพราะอาจจะถูกมองว่าเป็น Spam ลิ้งค์เช่นเดียวกัน 

11. การใช้ Tags เพื่อระบุความสำคัญของเนื้อหา 
- <h1> สำหรับหัวเรื่องหลัก 
- <h2> สำหรับหัวเรื่องรอง 
- แอตทริบิวต์ ALT สำหรับรูปภาพ เช่น <img src="images.gif" alt="Hongkong"> บ่งบอกว่ารูปภาพนี้คืออะไร 

12. Content and Fresh Content is King 
การสร้างบทความที่มีคุณภาพไม่ซ้ำใคร และสร้าง Content ใหม่ ๆ ล้ำหน้าผู้อื่นเสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เว็บไซต์เป็นสิ่งที่น่าสนใจทั้งของผู้เยี่ยมชมและ Search Engine 
Fresh Conntent คือ Content สดใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร เช่น ค่ายรถยนต์รุ่นใหม่ เราอาจจะเขียนบทความ Review เป็นคนแรก ๆ หรือโปรแกรมออกเวอร์ชั่นใหม่ รวมทั้งกิจกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะถ้าหากเขียนเป็นคนแรก ๆ โอกาสที่บทความจะติดในอันดับต้น ๆ นั้นสูงเลยทีเดียว 

13. Social Network ช่วยกระจ่ายบทความ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บ 
สร้าง Fanpage ปุ่ม Like , Share สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยกระจายเนื้อหาและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ หรือเป็นช่องทางสำหรับโปรโมทสินค้าหรือบริการได้ดีเลยทีเดียว 

14. สร้าง Comnunity ให้มีขนาดใหญ่ ช่วยให้เว็บมีขนาดใหญ่ขึ้น 
สร้าง Comnunity จะช่วยให้เว็บไซต์มีการแลกเปลี่ยนระหว่างเว็บไซต์กับสมาชิก เช่นสร้างระบบเว็บบอร์ด ซึ่งสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนคงามคิดเห็น ประสบการณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นการเพิ่ม Content เนื้อหาในเว็บไซต์ได้ดีเลยทีเดียว เพราะ Keyword และกระทู้ ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นภายในเว็บไซต์อย่างมากมาย เกิดเป็น Comnunity ขนาดใหญ่ แหล่งข้อมูล ที่ช่วยให้เว็บประสบความสำเร็จได้อย่างดี 

15. สร้างมุมมองที่แตกต่าง 
สร้างมุมมองที่แตกต่างความคิดสร้างสรร จะเป็นจุดเด่นที่ให้เว็บเราต่างกับคนอื่น อันนี้ผมไม่มีแนวทาง (เพราะตัวเองก็ยังทำไม่สำเร็จ) 

16. Webmaster Tools ของ Google (บริการนี้ฟรี) 
ใช้บริการ Webmaster Tools ของ Google ช่วยในการจัดการเว็บไซต์ผ่าน Google Search Engine เช่น bot , sitemap และคำแนะนำอื่น ๆ จาก Google 

17. Google Analytics ของ Google (บริการนี้ฟรี) 
เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และวิจัยผู้พฤติกรรมของผู้เยี่ยมชม ตัวนี้มีประโยชน์มาก เพราะจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรังเว็บไซต์ 

18. สุดท้ายความพยายามเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ 
ข้อสุดท้ายคำว่า "ความพยามยามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" สุภาษิตนี้ยังใช้ได้เสมอ และเมื่อเว็บอะไรก็ตามที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ เราก็สามารถหารายได้จากเว็บไซต์นั้น ๆ หรือสิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขและความภาคภูมิใจ ที่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ

ดูรายละเอียด http://www.bankun.in

3 Keys To Success With Your Affiliate Program

by: Andy Murray
Affiliate programs (also called Referral Programs or Partnership Programs) are essentially commission-based sales schemes.
Joining an affiliate program is a neat way to make money from your users. But just as you can join someone else’s affiliate program, so you can set up your own program and invite webmasters to sign up. Here are my top 3 tips to succeed with your own affiliate program.
1. How to Attract Affiliates
One of the biggest fears new Affiliate managers have is in finding new affiliates. This fear is a stumbling block that stops many site owners from getting started with affiliate marketing. Interestingly, with a proper marketing strategy, getting affiliates may not be very difficult. Given below are some tips that may help in attracting new affiliates.
Find complimentary sites – “Complementary” sites are sites that sell products or services that compliment your offers. If you sell “gardening tools”, a site that sells books on “gardening tips” would be a perfect affiliate.
Find content sites – There are many sites that do not sell any kind of product or service but are mainly content oriented sites. Such sites promote an idea, concept, study or belief. Content sites that are used as a resource for your target market are ideal affiliates.
Finally, there are several sites on the Internet dedicated to listing affiliate Programs. Get your program listed in these directories.
2. Classifying Affiliates for Better Management
The hardest part of administrating an Affiliate Program is deciding what your affiliates need to help make the sale. But, by carefully categorizing your affiliates, you can easily determine what their needs are and how to accurately meet them.
The first step is to pick at least three types of affiliate. Take a look at your affiliates and try to determine one outstanding characteristic that can easily be compared across the board and choose at least three types of the characteristic.
The Second Step is to determine the needs of each type. Each of your affiliate types will have different needs; some of their needs will overlap, but you should find a distinct difference in many of their needs. If you find that all of them have the same needs, go back to step one and re-think your types.
The Third Step involves the process of creating and compiling linking methods for each group of affiliates. Based on the needs you identified in Step two, create and compile linking methods for each type.
3. Safe Guarding Against Spam
Any time you run a program where your affiliates rely on other signups to generate profits, you will eventually have a problem with spam. One of your affiliates will inevitably get it into their head to blitz the Web with unwanted garbage.
When this happens you need to be ready to take action otherwise it will cost you! Your Internet company can boot you off your server and you can find yourself blacklisted. Not good for business. If you get an email from someone claiming they received spam with your URL, then take it as an early warning.
I am not advising you to immediately terminate the affiliate’s account, but be sure to contact them to follow up on the complaint. Let your affiliate know you received a complaint and advise them to remove this person from their list.
If you only get one or two complaints, it’s probably not spam, the complainants might simply have signed up for an email list and forgotten all about it. You will know when one of your affiliates is spamming, because you will get anywhere from 10 to 100 complaints in the same day all regarding the same URL.
The best thing to do in this case is to immediately terminate or disable the account of the affiliate URL that was spammed.
Running your own affiliate program can become an extrememly profitable venture for your business. You can recruit a HUGE sales force promoting your products for you, and ONLY pay them when you make a sale!

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การเลือกใช้บริการโฮสติ้งที่ใดสักที่นั้นควรดูปัจจัย

การเลือกใช้บริการโฮสติ้งที่ใดสักที่นั้นควรดูปัจจัย พื้นฐานเหล่านี้เป็นอับดับแรกๆ

1. เว็บไซต์ของเราต้องการปริมาณการใช้งานมากน้อยแค่ไหน
เช่น Disk(พื้นที่) / Bandwidth (ปริมาณรับส่งข้อมูล) / จำนวนฟิวเจอร์ต่างๆ เช่น จำนวนอีเมล์ จำนวนฐานข้อมูลที่ใช้ได้ ควรเลือกซื้อในแพลนการใช้งานที่เหมาะสมกับเว็บเรา สอบถามถึงนโยบายการอับเกรดแพลนที่เลือกใช้บริการ เมื่อเว็บของเราต้องการใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น โดยในแต่ละที่มีนโยบายการอับเกรดแพลนที่แตกต่างกันไปครับ บางที่เราชำระเพิ่มเพียง ส่วนต่างของแพลนที่ใช้บริการ กับแพลนที่ต้องอับเกรด เป็นต้น.

2. เว็บไซต์ของเราเขียนด้วยภาษาใด เช่น html php asp jsp เลือกโฮสติ้งให้เหมาะสมต่อการใช้งานครับ
เนื่องจากในแต่ละภาษาที่ใช้งานนั้นจะสามารถทำงานได้ในระบบที่ต่างกัน เช่นหากเราต้องการเขียนเว็บด้วยภาษา ASP เราก็ต้องเลือกผู้ให้บริการที่เป็น windows Server แต่หากเราเขียนเว็บไซต์ด้วย php ใช้ฐานข้อมูล mysql หรือ html ธรรมดา เราก็เลือกใช้บริการระบบที่เป็น linux ก็เพียงพอครับ ซึ่งในหลายผู้ให้บริการ จะมีราคาบริการทั้งสองระบบที่แตกต่างกัน ในขณะที่ปริมาณการใช้ง่านเท่าๆ กัน

3. แถมฟรีโดเมน หรือ เราเสียค่าจดโดเมนเอง
หลายๆ ผู้ให้บริการโฮสติ้งนั้น มีให้บริการโฮสติ้งแถมฟรีโดเมนต้องดูนโยบายในการให้บริการ และข้อมูลบริการดีดีนะครับ บางผู้ให้บริการกันแถมฟรีโดเมนเฉพาะปีแรก เท่านั้น แต่บางผู้ให้บริการ ก็แถมฟรีโดเมนเนมตลอดอายุบริการเช่นกัน (ส่วนใหญ่จะแถม .com .net .org .info) กันครับ
ในทางกลับกันบางผู้ให้บริการ จะคิดค่าบริการเช่นพื้นที่ต่างหาก ทางเจ้าของเว็บไซต์ ต้องจ่ายค่าจดโดเมนเนมเอง หรือ อาจจ่ายในราคาถูกพิเศษ กว่าราคาจดโดเมนปกติครับ
อีกส่วนนึงคือ การเป็นเจ้าของโดเมน ซึ่งไม่ดูไม่ได้แล้ว ในหลายผู้ให้บริการจดโดเมนให้เราฟรีก็จริง แต่ชื่อการเป็นเจ้าของไม่ใช่ ของเรา ในกรณีเราต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการ เราอาจโดนคิดอัตราชาร์ตเพิ่มเติมในราคาที่สูงได้ ลองดูจากนโยบายผู้ให้บริการดีดีครับ

4. ฟิวเจอร์ และระบบ ที่เราควรเลือกใช้
- ผู้ให้บริการในปัจจุบัน มักจะมีระบบจัดการเว็บไซต์ (Web Control Panal) มาให้ลูกค้าของตนใช้งานกัน เพื่ออำนวยความสะดวก สบายในการเข้าจัดการ บริหาร โดเมนของตัวเอง ระบบจัดการเว็บไซต์มีด้วยกันหลายๆ ตัวครับเช่น Directadmin CPanel Ensim iAdmin Plesk ส่วนใหญ่จะใช้งานได้ไม่ยากครับ และในหลายๆ ที่ยังทีการจัดทำคู่มือแนะนำการใช้งานไว้ลูกค้าของเขาศึกษาอีกด้วยครับ
- ผู้ให้บริการ บางที่มีการเปิดให้ลูกค้าของเขาสามารถอับโหลดไฟล์ ขึ้นเซิร์ฟเวอร์ สองทางครับคือ FTP ด้วยโปรแกรมหรือ ผ่าน File Manager อับโหลดผ่านเว็บนั้นเอง
- มีรับบป้องกันอีเมล์ขยะ Spam Email หรือป้องกันไวรัสจากจดหมายขยะหรือไม่
- ระบบตรวจสอบอีเมล์ควรตรวจสอบได้มั้ง Webmail และ Pop3 (เช่น โปรแกรม Outlook)
- ควรมีระบบตรวจสอบสถิติการใช้งาน (Site Summary / Statistics / Logs)
- ควรสามารถสร้างโดเมนย่อย (Subdomain) ได้เช่น http://sub.domain.com
- มีระบบจัดการฐานข้อมูลให้เราหรือไม่ (PHPmyadmin)
- มีระบบสำรองข้อมูล (Backup/Restore)
นี่คือส่วนหลักๆ ที่ผู้ให้บริการควรจะมีให้เราใช้งาน ข้อมูลในส่วนนี้ผู้อ่านสามารถเปิดดู(เปรียบเทียบ แพลน) หรือสอบถามจากผู้ให้บริการต่างๆ ได้ครับ

5. ด้านปริมาณการใช้งานอื่นๆ
ในหลายผู้ให้บริการโฮสติ้ง มีการกำหนดปริมาณการใช้งานในส่วนต่างๆ แตกต่างกันไป บ้างก็ unlimited เคยสงสัยกันไหมครับ ปริมาณในส่วนนี้บางผู้ให้บริการทำไมถึงให้ unlimited ได้ ก็เพราะว่าการใช้งานจริงๆ ใช้จำนวนหน่วยไม่มากครับ
ปริมาณที่เราควรดู นอกเหนือจาก disk และ bandwidth แล้วก็คือ
- จำนวนฐานข้อมูล (Database) คือจำนวนฐานข้อมูล mysql ที่เราสร้างใช้งานได้
- จำนวน Subdomain คือจำนวนโดเมนย่อยที่เราสร้างใช้งานได้
- จำนวนอีเมล์ (Email Account) คือจำนวนอีเมล์ภายใต้โดเมนของเราที่สร้างใช้ได้

6. ลองดูจำนวนลูกค้า ความสำคัญ รายชื่อที่ใช้บริการ เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ในการเลือกใช้บริการ
ในหลายผู้ให้บริการทั้งเล็ก และใหญ่มักมีการแสดงชื่อเว็บไซต์ที่ได้เลือกใช้บริการอยู่ ซึ่งเราจะสามารถใช้ส่วนนี้พิจารณา เลือกซื้อบริการจากผู้ให้บริการนั้นๆ ได้ แต่ไม่ควรนำมาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการนะครับ เพราะลองมองเล่นๆ ว่าลูกค้าเขา เช่นบริษัท ห้างร้าน ที่มาใช้บริการก็ไม่ต้องการให้เว็บไซต์เขาล่มเป็นประจำ หากเป็นเช่นนั้นเขาคงไม่เลือกใช้บริการที่ๆ เราพิจารณาอยู่เป็นแต่

7. ด้านการ Support ดูแล
เราจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ให้บริการแต่ละที่เอาใจใส่ในบริการจริงๆ บางที่บอก 24 ชม. แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วติดต่อยากเหลือเกิน ฉนั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจใช้บริการ เราควรลองโทรศัพท์ หรืออีเมล์ ไปลองสอบถามปัญหา หรือข้อมูลดูครับ ส่วนนึงลองสังเกตุในความรวดเร็วในการตอบ และรับโทรศัพท์ ของเราในเบื้องต้น หากโทรแล้วไม่มีคนรับสาย ดูว่าเขามีการติดต่อกลับมาอย่างใน ได้ครับ การใช้บริการเราจะรู้เห็นแจ้งก็ตอนที่เราได้เลือกใช้บริการกับเขาแล้ว การเข้าช่วยแก้ไขปัญหา การดูแลเอาใจใส่ระบบให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงาน ล้วนแต่จะเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้จริงเมื่อเลือกใช้บริการแล้วครับ หรือง่ายๆ ลองโทรไปสอบถามในเวลาดึกๆ ดื่นๆ ดูครับว่าเขายินดีให้บริการเรา 24 ชม. จริงอย่างที่บอกหรือไม่แน่เราก็ควรเข้าใจนะครับว่า 24 ชม. ควรเป็นการโทรไปเพื่อแจ้งปัญหาระบบ นะครับ เพราะเวลานั้นเป็นเวลาพักผ่อนของคนเราครับ

8. นโยบายในการให้บริการ กฏข้อตกลงในการให้บริการเราควรศึกษา
ผู้ให้บริการในแต่ละที่นั้นมีสิทธิปกติโดยทั่วไปที่จะออกนโยบายในการให้ บริการกับลูกค้าของตนเพื่อให้ปฏิบัติ การใช้บริการในแนวทางที่กำหนด เราผู้จัดทำเว็บไซต์ ควรมีการศึกษาข้อมูลเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ ต่อผู้จัดทำเว็บไซต์เอง ควรดูว่ามีนโยบายการรับประกันความพอใจหรือไม่ เผื่อเราใช้บริการแล้วไม่ถูกใจยังขอคืนค่าบริการได้ครับ

9. ประสิทธิภาพของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการ
ในส่วนนี้เราสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านทางด้านหน้าเว็บไซต์ หรือ สอบถามข้อมูลไปยังผู้ให้บริการด้วยครับ ประสิทธิภาพ ควรดีไม่ได้ ก็เหมือนการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ สักเครื่อง ยิ่งเครื่องแรง มีการออกแบบมาใช้งานเฉพาะก็ย่อมทำให้เรามั่นใจถึงการทำงานของระบบได้มากขึ้น

10. มาตรการการสำรองข้อมูล
นี่คือสิ่งสำคัญยิ่งครับ เพราะเว็บไซต์ ก็คือข้อมูลมหาสาร โดยเฉพาะเว็บ Community ต่างๆ อย่างเว็บบอร์ด Forums แล้วหากข้อมูลหายต้องมาเริ่มกันใหม่ คงไม่ดีแน่ เราต้องลองสอบถาม หรืออ่านรายละเอียดข้อมูลในการสำรองข้อมูลผ่านทางด้านหน้าเว็บไซต์ขึ้นครับ
ผู้ให้บริการควรมีการเปิดระบบ Backup/Restore ทางระบบจัดการเว็บไซต์ให้เราได้ใช้งาน โดยปกติ ไม่ควรอ้างทำการปิดด้วยเหตุผลว่า การทำงานส่วนนี้ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวมเพราะเป็นสิ่งสำคัญครับ เราเจ้าของเว็บไซต์เอง หากรู้ว่าเราเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ข้อมูลเยอะ เราควรทำการสำรองข้อมูล ในช่วงเวลาที่คนใช้น้อยๆ เช่นหลังเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบทำงานไม่หนัก ทำให้ระบบสามารถสำรองข้อมูลของเราได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย

11. ข้อมูลการติดต่อ และช่องทางการติดต่อ
ส่วนนึงที่เรามองข้ามไม่ได้ก็คือ ช่องทางการติดต่อ ที่ชัดเจน ทางผู้ให้บริการควรมีข้อมูล เช่น ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ ต่างๆ เพื่อแสดงไว้เป็นช่องทางในการติดต่อของผู้ใช้บริการ ลองคิดดูกันนะครับว่าหาก ไม่มีข้อมูลเหล่านี้แล้ว เวลาเกิดปัญหาขึ้น เว็บไซต์เราใช้งานไม่ได้เราจะติดต่อกับใคร ในหลายๆ ที่ยังมีระบบ Live Support / Live Chat ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีครับ เป็นช่องทางนึงที่ผู้ให้บริการควรเปิดให้ เป็นช่องทางการติดต่อซึ่งประหยัด และรวดเร็วกว่า

12. การจดทะเบียนพานิชย์ จดทะเบียนบริษัท ห้างร้าน
เราควรมองหาหมายเลขผู้ประกอบการ เช่น ใบอนุญาติผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ เพื่อแสดงได้ว่า อยผู้ให้บริการรายนั้นๆ มีการจดทะเบียนพานิยช์ถูกต้องตามกฎหมาย หากเกิดคดีต่างๆ เรายังสามารถติดตามผู้ให้บริการ จากหน่วยงานทางราชการ ต่างๆ ได้ครับ

13. ระบบที่ให้บริการอยู่ภายใน หรือ ภายนอกประเทศ
ส่วนนึงที่สำคัญคือ ดูว่าระบบที่เขาให้บริการเรานั้นอยู่ภายในหรือภายนอกประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียกเข้าเว็บไซต์ ของผู้ชมโดยตรงครับ ส่วนนึงเราควรดูว่า คนที่เข้าชมเว็บเรา เป็นคนภายในหรือต่างประเทศ หากเป็นคนในประเทศ เราก็ควรเลือกซื้อโฮสติ้งภายในประเทศ ซึ่งยืนยันได้เลยว่า จะส่งผลให้เว็บไซต์ ของเราเรียกข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่เสมอไปซะทีเดียวครับ เพราะวิทยาการ มีการพัฒนา ให้ระบบการนำส่งข้อมูล มีความรวดเร็ว จนแม้แต่เราเองยังเรียกเปิดชมเว็บไซต์ต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น (แต่ผมยังพบว่า ต่างประเทศเรียกเข้าเว็บ ที่อยู่ในประเทศไทยได้ช้า) เนื่องจากผลกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า และขาดประสิทธิภาพของประเทศเราครับ

13. สุดท้าย ที่สำคัญยิ่งก็คือ ราคา
เราจะเลือกซื้อบริการ สุดท้าย ท้ายสุดคือเรื่องราคาครับ โดยแต่ละที่นั้นมีการตั้งราคาค่าบริการที่แตกต่างกันไป ราคาแพงใช่ว่าบริการดีเลิศ หรือราคาถูกใช่บริการบริการยอดแย่ ทั้งนี้ราคาที่ผู้ให้บริการตั้งนั้น ส่วนใหญ่เกิดมาจากการพิจารณาต้นทุน ในด้านต่างๆ เช่นการจัดจ้างพนักงานดูแล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รายเดือน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านระบบ ครับ ฉนั้นเราควรเลือกราคา และปริมาณการใช้งาน ให้เหมาะสมโดยใช่กรณี ต่างๆ ที่ได้แนะนำข้างต้น มาเป็นส่วนนึงในการตัดสินใจในการจะเช่า พื้นที่เพื่อฝากเว็บไซต์ ของเราให้สามารถทำงานได้ตลอดเวลา ตลอด 24 ชม 365 วันตลอดปีครับ

14. ผลตอบรับโดยทั่วไป
ผู้ให้บริการรายใด ที่ถูกแนะนำบอกต่อ บ่อยๆ นั้นส่วนนึง ทำให้เราพิจารณาเพิ่มได้ว่า การบริการน่าจะดี มิฉนั้นคงไม่เป็นที่บอกต่อโดย ลูกค้าของเขาหลอกใช่ไหมครับ ส่วนนี้เราลองหาจาก google เพื่อสำรวจข้อมูลการพิจารณาเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ครับ

16. หาโฮสติ้งจากที่ใดดี
เรื่องนี้ ส่วนนึงต้องลองสอบถามจากเว็บบอร์ดต่างๆ คนที่เรารู้จัก ผู้รู้หรือช่องทางอื่นๆ หรือลองสอบถามท่านที่รู้ทุกเรื่องอย่าง GooooGle ดูกันนะครับ

โดเมนเนม คืออะไร?

โดเมนเนม (domain name) คือ ชื่อที่ใช้ระบุลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อไปค้นหาในระบบ โดเมนเนมซีสเทม (Domain Name System) เพื่อระบุถึง ไอพีแอดเดรส ของชื่อนั้นๆ เป็นชื่อที่ผู้จดทะเบียนระบุให้กับผู้ใช้เพื่อเข้ามายังเว็บไซต์ของตน บางครั้ง เราอาจจะใช้ "ที่อยู่เว็บไซต์" หรือ "Web Address" แทนก็ได้
โดเมนเนม หรือ ชื่อโดเมน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากไอพีแอดเดรสนั้นจดจำได้ยาก และเมื่อเจ้าของเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงไอพีแอดเดรส ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสใหม่ ยังคงใช้โดเมนเนมเดิมได้ต่อไป

เงื่อนไขการตั้งชื่อโดเมนเนม อักขระที่จะใช้ในการตั้งชื่อโดเมนเนม ได้แก่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลข และ "-" (ยัติภังค์) คั่นด้วย "." (มหัพภาค) มีความยาวตั้งแต่ 1 ถึง 63 ตัวอักษร ตัวอักษรตัวใหญ่ A-Z หรือตัวอักษรตัวเล็ก ถือว่าเหมือนกัน

Reference: http://th.wikipedia.org/wiki/

เมื่อนำโดเมนเนม มาตั้ง DNS ไปที่โฮสติ้ง (และที่โฮสติ้งต้องตั้งรับโดเมนเนมที่ชี้เข้ามาด้วย) คุณก็จะสามารถเข้าเว็บผ่านโดเมนเนมได้ แต่ถ้าไม่มีโดเมน คุณก็จะต้องเข้าเว็บไซต์ผ่านหมายเลขไอพี ของเว็บโฮสติ้งแทน เช่น http://61.19.246.213/~username/ เป็นต้น

เทคนิคการจด Domain Name

เทคนิคการจด Domain Name 
เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้จักความหมายและความสำคัญของการจดทะเบียนโดเมนเนม (Domain name) รวมไปถึงเทคนิคในการตั้งชื่อโดเมนเนมเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้สำหรับการตั้งชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของตนได้

Domain name มีความสำคัญเปรียบเสมือนชื่อของเจ้าของสินค้า หรือชื่อบริษัท เนื่องจากในโลกออนไลน์ ลูกค้าจะไม่จดจำชื่อเจ้าของสินค้าหรือชื่อบริษัท แต่จะใช้ โดเมนเนมในการเรียก และเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ ปัจจุบันการจดโดเมนเนม มีทางเลือกทั้งแบบโดเมนเนมจริง และเป็น subdomain ซึ่งแตกต่างกันคือ โดเมนเนมจริง จะเป็น ชื่อตามด้วยนามสกุล เช่น abc.com โดยสามารถตั้งชื่อและจดทะเบียนกับผู้ให้บริการได้หากโดเมนเนมไม่ซ้ำกับที่มีผู้จดทะเบียนไปแล้ว การตั้งชื่อโดเมนเนมใช้อักษรภาษาอังกฤษ a-z โดยไม่คำนึงว่าเขียนด้วยตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ใช้ตัวเลข 0-9 และ ใช้ - ได้เท่านั้น (การเข้าสู่เว็บไซต์ abc.com จะพิมพ์ว่า ABC.com หรือ AbC.com ก็ได้ จะเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกัน)?

แนวทางการตั้งชื่อโดเมนเนม มีดังนี้  

1. ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจ และ keyword (คีย์เวิร์ดคือ สิ่งที่ลูกค้าต้องการ เช่น ชื่อสินค้าบริการ) ตัวอย่างเช่น www.tourkrabi.com แสดงความเป็นธุรกิจทัวร์โดยเน้นไปที่จังหวัดกระบี่อย่างชัดเจน หรือ www.weddingthai.net แสดงให้เห็นธุรกิจเกี่ยวกับงานแต่งงาน แม้ว่าจะยังบอกไม่ได้ว่าเป็นการให้บริการด้านงานแต่งงาน หรืออาจจะเป็นให้บริการถ่ายรูปแต่งงาน หรือแม้แต่บริการหาคู่ แต่ก็อยู่ในธุรกิจนี้ การมีชื่อที่แสดงความเป็นธุรกิจช่วยให้ลูกค้าเว็บไซต์จดจำได้ง่าย และมีโอกาส click เลือกจากหน้า Search Engine ได้มากกว่าชื่อโดเมนเนมที่ไม่มีความเป็นธุรกิจ อย่างไรก็ตามการใช้ชื่อโดเมนเนมลักษณะนี้มีข้อเสียคือ ไม่มีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นจึงสามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายเช่นอาจจะมีคุ่แข่งจดโดเมนเนม www.tourthaikrabi.com หรือ www.krabitour.com หรือ www.travelkrabi.com และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์กลุ่มหนึ่งจึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียวในการจดโดเมนเนม

2. สร้าง Brand แสดงความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ เจ้าของเว็บไซต์ที่หลีกเลี่ยงการจดชื่อโดเมนเนมที่แสดงความเป็นธุรกิจเพียงอย่างเดียว จะมาใช้ชื่อที่สร้าง Brand และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ เช่น www.krabicosmo.com , www.ghousehuahin.com , www.tobestudio.net ในกรณีนี้ ถ้าลูกค้าเว็บไซต์จดจำเอกลักษณ์ของชื่อโดเมนเนมได้ เช่น จำได้ว่า มีคำว่า cosmo อยู่ในชื่อคุ่กับ krabi ก็มีโอกาสที่จะกลับมาที่เว็บไซต์นั้น ๆ มากขึ้น เหมือนกับที่ร้าน 7-eleven ตั้งชื่อร้านว่า 7-eleven โดยไม่ใช้ชื่อว่า ร้านสะดวกซื้อ หรือ convenient store

3. จดจำง่าย ออกเสียงง่าย สะกดง่าย หากสามารถตั้งชื่อโดเมนเนมให้สั้นได้มากที่สุด จะทำให้จดจำได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ชื่อโดเมนเนมที่ประกอบด้วยพยัญชนะภาษาอังกฤษ 2 หรือ 3 หรือ 4 ตัว และนามสกุล dot com ได้ถูกจดไปหมดแล้ว เช่น aa.com , ab.com , abc.com , mno.com , abcd.com , wxyz.com, minz.com etc จึงไม่จำเป็นต้องหาชื่อโดเมนเนมดังกล่าว ยกเว้นใช้นามสกุลอื่น เจ้าของเว็บไซต์ควรพิจารณาโดเมนเนมที่มีชือ 5 ตัวขึ้นไป การสะกดชื่อควรเป็นมาตรฐานทั่วไป เช่น www.thaibusiness.com ถ้าชื่อถูกจดไปแล้วและเจ้าของเว็บไซต์ต้องการใช้ thaibuziness.com ก็ต้องพิจารณาว่าธุรกิจของตนตรงกับธุรกิจของ thaibusiness.com หรือไม่ หากตรงกัน มีโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าเข้าสู่เว็บของผู้อื่นได้อย่างน่าเสียดาย อนึ่งลูกค้าเว็บไซต์โดยทั่วไปอาจจะตั้งข้อสังเกตถึงความไม่น่าเชื่อถือของโดเมนเนมที่เขียนผิดจากปกติ

    สำหรับการตั้งชื่อออกเสียงเป็นภาษาไทย ต้องระวังการเขียนให้ง่ายที่สุด เช่น www.sanook.com หรือ www.kapook.com หากไม่มั่นใจว่าลูกค้าจะสะกดถูกต้องจดโดเมนเนมไว้หลายแบบและนำเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกัน เช่น www.BaanThai.com , www.BanThai.com (บ้านไทย) เป็นต้น แม้แต่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแต่ออกเสียงคล้ายกัน ก็ต้องระวังการสะกด และจดโดเมนเนมไว้หลายแบบเช่นกัน เช่น www.ReadyPlanet.com และ www.LadyPlanet.com ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกันคือผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป

4. ไม่ copy เลียนแบบเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง เช่น ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนมว่า www.AmazonThaiBook.com เพราะมีโอกาสโดนฟ้องร้องสูงมากเนื่องจากทำธุรกิจเดียวกับเว็บไซต์หลักคือ Amazon.com นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของโดเมนเนมที่เลียนแบบยังขาดความน่าเชื่อถือ

 5. ไม่ยาวเกินไป หากชื่อยาวต้องจดจำง่าย เช่น www.OpenWorldThailand.com, www.GoodRateHotel.com , www.FlowerHandmade.com จะเห็นได้ว่า ชื่อเว็บไซต์แม้จะยาวแต่ประกอบด้วยคำภาษาอังกฤษที่จำง่ายเช่น Thailand , Handmade ซึ่งประกอบกันแล้วทำให้ชื่อยาว แต่เข้าใจง่าย อย่างไรก็ตามการประกอบกันยาวเกินไปก็ยังไม่นับว่าเป็นชื่อที่ดีนัก เช่น www.TheBestFlowerHandmadeInThailand.com ก็นับว่ายาวเกินไป

6. ระวังเรื่อง - (Hyphen) หรือการเติม S หากต้องการจดชื่อที่มี S หรือใช้สัญญลักษณ์ - ดังกล่าว ต้องพิจารณาว่า เว็บไซต์อื่นที่จดทะเบียนไปแล้วและไม่มีสัญลักษณ์ทำธุรกิจเดียวกันกับเราหรือไม่ ถ้าใช่ มีโอกาสเกิดความสับสนแก่ลูกค้า ทางออกที่ดีคือ จดโดเมนเนมทั้งที่มีและไม่มี s ไว้ด้วย เช่น www.ReadyPlanet.com และ www.ReadyPlanets.com ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกันคือผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป ส่วนชื่อที่มี - หากไม่จำเป็นไม่ควรใช้ และต้องพิจารณาว่าเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อแบบไม่มี - ทำธุรกิจเดียวกับเราในประเทศของเราหรือไม่ ถ้าใช่ ยิ่งไม่ควรใช้ชือทีมี - อย่างยิ่ง

7. ชื่อแสดงความน่าเชื่อถือ ลูกค้าเว็บไซต์โดยเฉพาะด้านธุรกิจย่อมต้องการความน่าเชื่อถือก่อนจะตัดสินใจทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น ไม่ตั้งชื่อที่แสดงความเป็นเล่น ๆ ยกเว้นเป็นเว็บ content หรือ social ที่ต้องการภาพลักษณ์ที่สบาย ๆ เช่น ระวังถ้าต้องการตั้งชื่อว่า AccountantKukKik.com (กุ๊กกิ๊ก) จะขัดกับภาพลักษณ์ที่ต้องการความจริงจังในการทำธุรกิจ

8. ตั้งชื่อที่ไม่มีความหมายได้ หากชื่อนั้นจดจำง่าย และเจ้าของเว็บไซต์มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องได้ ตัวอย่างเว็บไซต์ต่างประเทศที่ชื่อไม่มีความหมายแต่ประสบความสำเร็จมีมากมาย เช่น www.google.com , www.ebay.com , www.yahoo.com เป็นต้น

นามสกุลของเว็บไซต์ แบ่งได้เป็นหลายกลุ่มคือ .com .net .org .biz .info .co.th .go.th .gov .tv .asia

<!--[if !ppt]--><!--[endif]--> เว็บไซต์แต่ละสกุลนั้นหมายถึงอะไร  การที่มีหลายนามสกุลนั้น เพื่อบ่งบอกกิจกรรมของเว็บไซต์ ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งบางทีอาจจะไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนนัก เนื่องจากบางนามสกุลไม่ได้มีข้อบังคับชัดเจน ว่าต้องใช้เพื่อกิจกรรมนั้น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่โดยหลักทั่วไปของการเลือกนามสกุลต่าง ๆ สามารถแบ่งได้คร่าว ๆ ดังนี้

    .com (.com = Commercial )ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า
    .net (.net = Network) ใช้สำหรับเว็บไซต์ขององค์กรใด หรือบริษัทใด ที่ทำงานเกี่ยวกับเครือข่าย หรือ Network
    .org (.org = Organization) ใช้สำหรับเว็บไซต์องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เช่น สมาคม หรือมูลนิธิ
    .biz (.biz = Business) ใช้สำหรับเว็บไซต์ขององค์กรที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า
    .info (.info  = Information) ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลเป็นหลัก
    .edu (.edu = Education) ใช้สำหรับเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษา
    .gov (.gov  = Government) ใช้สำหรับเว็บไซต์ของรัฐบาล
    .mil (.mil = Military) ใช้สำหรับหน่วยงานทางทหาร


สำหรับโดเมนรหัสประเทศนั้น แสดงให้เห็นว่า โดเมนนั้นเปิดทำการในประเทศใด เช่น .uk คือเว็บไซต์ของประเทศอังกฤษ .jp คือเว็บไซต์ของประเทศญี่ปุ่น สำหรับของไทย ใช้ .th ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมาก เช่น แบ่งกลุ่มเป็น .or.th , .ac.th , .co.th , .go.th , .in.th ฯลฯ รายละเอียดการจดโดเมนเนมที่ใช้นามสกุล .th ศึกษาได้จาก http://www.thnic.co.th/index.php?page=policy

    การจดทะเบียนโดเมนเนมจะมีค่าบริการรายปี ขึ้นกับผู้ให้บริการ โดยประมาณอยู่ที่ 450 บาทต่อปี เมื่อจดทะเบียนแล้ว ผู้จดจะได้เป็นเจ้าของโดเมนเนมและสามารถนำไปใช้กับเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นภายหลังได้
    - ในกรณีที่ไม่ต้องการมี domain name เป็นของตัวเอง สามารถใช้ sub domain name แทนได้ เช่น abc.domainservice.com
    - ในกรณีนี้ เจ้าของ domain name คือ domainservice.com แต่เปิด sub domain name ให้กับเจ้าของเว็บไซต์ใช้ในชื่อ abc ซึ่งวิธีนี้มีข้อดีคือ มักไม่เสียค่าบริการ เนื่องจากเจ้าของโดเมนเนม เปิดให้ใช้ฟรี แต่มีข้อเสียคือไม่ได้เป็นเจ้าของชื่ออย่างแท้จริง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโดเมนเนมเจ้าของ ย้ายผู้ให้บริการเว็บไซต์ไม่ได้ ไม่สามารถนำเชื่อโดเมนเนมนี้ไปใช้กับผู้ให้บริการเว็บไซต์รายอื่น ชื่อจะถูกยกเลิก เมื่อโดเมนเนมจริงถูกยกเลิก sub domain มักอยู่รวมกันใน Server หนึ่ง ไม่มีการบริหาร bandwidth อาจเกิดปัญหากับเว็บไซต์ด้านความเร็วและเสถียรภาพ มีโอกาสติดอันดับใน search engine น้อยกว่า มี features และ พื้นที่ใช้งานน้อย ขึ้นกับเจ้าของ domainname ให้บริการอาจไม่รับผิดชอบคุณภาพการบริการ

ค้นหาผู้ให้บริการ จดโดเมนเนม ได้จากการ search คำว่า จดโดเมนเนม หรือคำใกล้เคียงกัน ใน Search Engine

เว็บไซต์คืออะไร

เทคนิคการเริ่มทำเว็บไซต์ 
เว็บไซต์คืออะไร ?

- เว็บไซต์ เป็นที่รวบรวมหน้าข้อมูลใน รูปแบบอิเล็คทรอนิคส์ที่ประกอบไปด้วย ข้อความ ภาพ และ เสียง เข้าด้วยกันโดยใช้ชื่อ domain ,sub domain หรือ ip address ในการอ้างถึงข้อมูลเหล่านั้น
- เว็บไซต์เป็นสื่อยุคใหม่ที่เข้าถึงได้จากทั่วโลก เข้าได้จากที่ใดก็ตามที่ สามารถเชื่อมต่อด้วยอินเตอร์เน็ต

ความพิเศษของเว็บไซต์...

- เข้าถึงได้จากทั่วโลก.. เว็บไซต์เป็นสื่อ ที่เข้าถึงได้จากทั่วโลก ผู้ชมของเว็บไซต์นั้นๆไม่ถูกจำกัดที่ระยะทางหรืออาณาเขตอีกต่อไป


- บริการ 24 ชั่วโมง ...เว็บ ไซต์ เปิดบริการได้ 24 ชั่วโมง การออกแบบเว็บไซต์ที่ดี เว็บไซต์นั้นควรจะพร้อมเสมอที่รองรับการสั่งซื้อตลอด 24 ชั่วโมงหรือมีข้อมูลคำถามคำตอบ กรณีเจ้าหน้าที่ตอบคำถามทางโทรศัพท์ หรืออีเมล์ไม่อยู่


- ปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ง่าย... เว็บไซต์เป็นสื่อที่ สามารถที่จะปรับเปลี่ยนข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ดังนั้นการทำเว็บที่ดี ต้องให้ข้อมูลที่ทันสมัยตลอด

ไม่เช่นนั้นจะขาดความน่าเชื่อถือ

- แสดงข้อมูลได้มาก ... เว็บไซต์สามารถเก็บข้อมูลได้มาก  ข้อมูลเก่าๆที่มีความเหมาะสม สามารถยังคงไว้ในเว็บไซต์ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพียงแต่หากเกี่ยวข้องกับเวลา ควรจะมีการระบุวันเวลาของเนื้อหานั้นไว้ การมีข้อมูลจำนวนมากเป็นผลดีที่จะช่วยให้ผู้ชมเข้ามาเว็บไซต์มากด้วยเพราะการมีหน้าเว็บมากเหมือนมีประตูเล็กๆจำนวนมาก อาจจะมีคนเสิร์ชมาจาก Google แล้วมาติดหน้าเว็บไซต์ต่างๆของเราได้

....แม้วันนี้จะมีผู้คนสนใจเปิดเว็บไซต์กันเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไร ก็ตาม การเปิดเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอเพราะไม่ว่าเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมานั้นจะลงทุนมากน้อยเพียงใด แต่หากไม่มีคนเข้าชมมากพอ ก็ไม่อาจที่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์

....ดังนั้นการทำเว็บไซต์ให้จำหน่ายสินค้าได้นั้น ต้องอาศัยกระบวน การหลายอย่างที่ต้องทำ เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ให้ดี  มีผู้เข้าชมมากพอและ ผู้ชมที่เข้ามาต้องมีคุณภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลในเว็บไซต์ต้องได้รับการออกแบบให้เข้าถึงได้ง่ายและสื่อสารต่อผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เว็บไซต์ที่ดี บางทีเงินก็ซื้อไม่ได้

....ผู้ประกอบการทุกคนทราบดีว่า ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีเว็บไซต์ ...แต่การมีเว็บเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอหากดูความผิดพลาดในอดีตของผู้ประกอบการที่กล้ากระโดดลง สนามการค้าออนไลน์ มาเปิดเว็บไซต์ แล้วล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมากก็เพราะความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการค้าผ่านเว็บไซต์ที่ผู้ประกอบการเหล่านั้น ยังไม่ทันได้รู้ว่าจริงๆ แล้วต้องทำอย่างไร ?

ความรู้  ที่มาจากต่างประเทศ แบบไม่ได้ปรับ ให้เข้ากับประเทศเรา ทำให้ผู้ประกอบการเสียเงิน และเสียเวลาไปกับสิ่งที่มีผลเพียงน้อยนิดในการที่จะทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ เช่น บางคนกว่าจะรู้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ชอบอ่านเนื้อหาในเว็บเป็นภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ แม้บางคนจะอ่านภาษาอังกฤษได้ก็ตาม....